Photo

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กินกล้วยมื้อเช้า ลดความอ้วน โดย : ouichon

วิธีการลดน้ำหนักด้วยกล้วยนั้น จะได้ผลจริงไหม เพราะเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ช่างสบาย ไม่ทรมานร่างกายและจิตใจใดๆ จึงได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ส่วนจะได้ผลหรือไม่นั้น มาวิเคราะห์กันค่ะ
1." กล้วยจัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ ?? "
อุดมด้วยเส้นใยอาหาร ทำให้รับประทานแล้วรู้สึกอิ่มท้อง มีแร่ธาตุโพแทสเซี่ยม ช่วยลดความดันโลหิต และยังมีวิตามินบีและซีครบครัน แต่ปัญหาคือ การรับประทานที่ดีต่อสุขภาพนั้น ต้องมีความหลากหลายของอาหาร การรับประทานแต่อาหารชนิดเดียวซ้ำๆกันทุกวัน จะทำให้เราขาดทุนความหลากหลายทางโภชนาการ ขาดโอกาสที่จะได้รับสารอาหารดีๆจากผักและผลไม้ประเภทอื่นได้ ดังนั้น การทานกล้วยเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ควรพลัดเปลี่ยนการรับประทานผักผลไม้ให้มีความหลากหลาย ไม่จำเจ เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วน ไม่น่าเบื่อในการลดน้ำหนักด้วยค่ะ 
2. "การรับประทานอาหารอะไรก็ได้ตามแต่ใจต้องการในมื้อเที่ยงและเย็นนั้น ??"
เพราะผู้ปฏิบัติหลายคนจะเกิดความย่ามใจว่า ได้รับประทานกล้วยในมื้อเช้าไปแล้ว เปรียบเสมือนมีเกราะป้องกันความอ้วนเรียบร้อย จึงรับประทานตามใจปากซะร้อยเรียบ และลงท้ายด้วยความล้มเหลวจากการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ เพราะมื้อเที่ยงและมื้อเย็นเป็นตัวสำคัญในการสะสมไขมันตามร่างกาย ถ้ากินอาหารเกินมากไปก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกันค่ะ
3. “ออกกำลังกายหรือไม่ก็ได้ ?? ”
เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ ที่สามารถหลอกคุณผู้หญิงได้ดีมาก เพราะการอ้างว่าลดน้ำหนักได้ โดยไม่ออกกำลังกาย เป็นไปยากมากค่ะ เพราะคุณกินของคุณล้วนแต่เป็นการเพิ่มแคลอรี่ ปริมาณไขมัน ถ้าคุณไม่เอามันออก มันก็คงไม่ระหายไปได้เองแน่ ดังนั้น การออกกำลังกายคือ การเอาไขมันออก เชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีโปรแกรมลดน้ำหนักใดจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าไม่ออกกำลังค่ะ


อาหารหลักสำคัญอย่างไร

                                             
อาหารประเภทไข่ อาจจะถูกห้ามจากผู้ที่เป็นโรคคอเรสเตอรอลสูง หรือ กลุ่มเสี่ยง และผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง 

  แต่ตอนนี้มีข่าวออกมาว่า การทานไข่ในปริมาณที่เหมาะสมนอกจากจะสุขภาพดีแล้วนั้น ยังสามารถรักษาโรคคอเรสเตอรอลและความดันโลหิตสูงได้
 จากเมื่อก่อนสำหรับความเชื่อว่า ผู้สูงอายุที่มักป่วยที่มีเป็นโรคคอเลสเตอรอลสูง ไม่ควรกินไข่ไก่เพราะ จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูงกว่าเดิม วันนี้ มีข่าวดีค่ะ เพราะมีผลวิจัยออกมาว่าการทานไข่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้น เพราะการที่เราหลีกเลี่ยงไม่ทานไข่นั้น ทำให้เสียสุขภาพ เพราะไข่จะมีวิตามินดี ที่ช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุนและ โรคกระดูกอ่อนในผู้สูงอายุได้ มีหลายเหตุผลที่มีผลวิจัยว่า ไข่ไก่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ก็เพราะว่าอาหารที่ให้แม่ไก่รับประทานนั้น มีการดูแลเรื่องการรักษาสุขภาพมากขึ้น มีส่วนผสมของข้าวสาลี ข้าวโพดทำให้มีโปรตีนที่สูงขึ้น จึงทำให้ไข่ไก่มีสารอาหารที่บริสุทธิ์ ปราศจากคอเรสเตอรอลมากขึ้น 
 
   ซึ่งการศึกษาของรัฐบาลสหรัฐพบว่าปัจจุบัน ไข่จะมีคอเรสเตอรอลแค่ร้อยละ 13 ซึ่งมีคอเรสเตอรอลน้อยกว่าแต่ก่อน ถึง ร้อยละ 64  และมีวิตามินดีที่เพิ่มขึ้นกว่ามากค่ะ และมีผลการวิจัยว่าไข่ไก่ยังสามารถลดความดันโลหิตได้ค่ะ เพราะด้วยที่ว่าเมื่อไข่ไก่ผ่านการย่อย สารอาหารในไข่ไก่จะมีสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถลดความดันโลหิตได้ และอีกประโยชน์ที่ดีสำหรับสาวๆที่ต้องการควบคุมน้ำหนักก็คือ การทานไข่ไก่ในอาหารเช้าจะทำให้น้ำหนักลดได้ เพราะปริมาณโปรตีนของไข่ไก่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเร่งการเผาผลาญให้ร่างกายได้ดีขึ้นค่ะ 
 
     การรับประทานไข่ไก่ที่เหมาะสมในแต่ละวัน สำหรับคนปกติทั่วไปสามารถรับประทานสัปดาห์ละ 5-6 ฟอง เพราะไข่ไก่มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ที่มา : dailymail

อาหารและสารอาหารที่เหมาะสมกับเพศและวัย


การบริโภคอาหารอย่างมีสัดส่วน อาหารในแต่ละมื้อควรมีสารอาหารครบทั้ง 5 ประเภทเพื่อการกินดีมีสุข คือประกอบด้วยสารอาหารดังต่อไปนี้ อาหารที่มีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน จะให้พลังงานและความอบอุ่น อาหารที่มีสารอาหารประเภทโปรตีนจะช่วยสร้างเสริมและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อาหารที่มีสารอาหารประเภทเกลือแร่ และวิตามิน จะช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ
ความต้องการสารอาหารมนุษย์ทุกคนต้องการอาหารหรือสารอาหารในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งในแต่ละวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่ต่างกันไป
1. วัยทารก (แรกเกิด- 1 ปี) อาหารหลักคือ น้ำนม นมแม่เป็นอาหารทีดีและเหมาะที่สุดสำหรับทารกนอกจากนมแม่แล้ว ทารกยังจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริม
2. เด็กวัยก่อนเรียน (2 - 5 ปี) เด็กวัยนี้ต้องการอาหารเช่นเดียวกับทารกในระยะ 1 ปีแรก แต่ต้องการปริมาณมากขึ้น เพราะมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต
3. เด็กวัยเรียน (6 - 13 ปี) เป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตช้า ๆ แต่สม่ำเสมอ การที่จะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ได้เด็กต้องได้อาหารถูกต้อง ตามหลักโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ปัญหาโภชนาการของเด็กวัยนี้คือได้รับอาหารโปรตีนและแคลอรี่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร หรือได้รับมากเกินไปทำให้ภาวะโภชนาการเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งอาจเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ความดันโลหิตสูง ไขข้ออักเสบ
4. เด็กวัยรุ่น (13 - 19 ปี) วัยรุ่นควรได้รับสารอาหารครบทุกประเภท คือ กินข้าว เนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ น้ำนม ไขมัน ผักและผลไม้ทุกวัน เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งด้านรูปร่าง หน้าตา จิตใจ อารมณ์ และการร่วมสังคมกับคนอื่นๆ
5. วัยผู้ใหญ่ (20-40 ปี) เป็นวัยที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว แต่ร่างกายก็ยังต้องการสารอาหารเพื่อนำไปใช้ในการทำงานของร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม ผู้ใหญ่ควรกินอาหารให้ครบได้สัดส่วนตามความต้องการของร่างกาย ความต้องการวิตามินยังคงเท่ากับวัยรุ่น สำหรับธาตุเหล็กร่างกายยังต้องการมาก ควรลดปริมาณการกินของหวาน น้ำตาล ไขมันโดยเฉพาะไขมันจากสัตว์เพิ่ม ปริมาณการกินผักและผลไม้มากขึ้น
6. วัยชรา ไม่ต้องการแคลอรีมากเพราะมีการเคลื่อนไหวน้อย จึงต้องการอาหารประเภทไขมัน และคาร์โบไฮเดรตน้อยแต่ต้องการเหล็กและแคลเซี่ยมมากเพื่อความแข็งแรงของกระดูก ควบคุมการทำงานของประสาท กล้ามเนื้อ และการแข็งตัวของโลหิต
ส่วนที่เป็นนักกีฬา อาหารของนักกีฬาที่ให้พลังงานอย่างมาก จะต้องมีสัดส่วนดังนี้คือ โปรตีน 12 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 33 เปอร์เซ็นต์ และคาร์โบไฮเดรต 55 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อการดูดซึมอาหารและทำให้กากอาหารไม่จับตัวแข็งและถ่ายสะดวก ก่อนการแข่งขันนักกีฬาต้องกินอาหารน้อยๆ เพราะถ้ากินมาก เลือดจะถูกดึงจากกล้ามเนื้อไปให้กระเพาะเพื่อย่อยอาหาร ทำให้เล่นกีฬาได้ไม่เต็มความสามารถ ดังนั้นก่อนการแข่งขันควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อป้องกันการเสียน้ำมากเกินไปซึ่งทำให้เหนื่อยเร็ว 
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีร่างกายเล็กหรือใหญ่หรือทำงานหนักก็รับประทานอาหารลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากปริมาณดังกล่าวนี้ ปลูกฝังค่านิยมการบริโภคที่ถูกต้องก่อให้เกิดภาวะโภชนาการที่ดี ไม่มีอาหารใดชนิดเดียวที่จะมีสารอาหารต่างๆ ครบในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ดังนั้นในวันหนึ่งเราควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่

ที่มา : www.kikteender.blogspot.com

วิธีการนวดแผนโบราณ นวดแผนไทย นวดไทยและนวดเพื่อสุขภาพ

 
















► วิธีการนวดแผนโบราณ เราสามารถนวดบนร่างกาย โดยใช้วิธีการนวดต่าง ๆ ดังนี้  
  • การนวด  การใช้น้ำหนัก  กดลงบนส่วนต่าง ๆ  ของร่างกาย น้ำหนักที่กดจะทำให้ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดคลาย การนวดไทยเน้นมักจะใช้น้ำหนักของร่างกายเป็นแรงกด
  • การบีบ เป็นการใช้น้ำหนัก กดลงบนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในลักษณะ 2 แรงกดเข้าหากัน
  • การคลึง  การใช้น้ำหนัก กดคลึง เป็นการกระจายน้ำหนักกดบนส่วนนั้น การคลึงให้ผลในการคลายใช้กับบริเวณที่ไวต่อการสัมผัส เช่น กระดูก ข้อต่อ
  • การถู  การใช้น้ำหนักถู เพื่อทำให้ผิวหนังเกิดการยืดขยายรูขุมขนเปิด วิธีนี้นิยมใช้กับยาหรือน้ำมันเพื่อให้ตัวยาซึมเข้าได้ดี
  • การกลิ้ง  การใช้น้ำหนักหมุนกลิ้ง ทำให้เกิดแรงกดต่อเนื่องไปตลอดอวัยวะ ทั้งยังเป็นการยืด กล้ามเนื้ออีกด้วย
  • การหมุน  การใช้น้ำหนักหมุนส่วนที่เคลื่อนไหวได้คือ ข้อต่อ เพื่อให้พังผืด เส้นเอ็นรอบ ๆ ข้อต่อ ยืดคลายการเคลื่อนไหวดีขึ้น
  • การบิด  จะมีลักษณะคล้ายกับการหมุน
  • การดัด  การใช้น้ำหนักยืด ดัดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นพังผืดให้ยืดกว่าการทำงานปกติ เพื่อให้เส้นหย่อนคลาย
  • การทุบ  การใช้น้ำหนักทุบ ตบ สับ ลงบนกล้ามเนื้อให้ทั่ว
  • การเขย่า  การใช้น้ำหนักเขย่ากล้ามเนื้อ เพื่อกระจายความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อให้ทั่ว
► "ลักษณะการนวดแผนโบราณ" แบ่งออกเป็น  3  ลักษณะ
  1. การนวดยืด ดัด ลักษณะการนวดแบบนี้คือ การยืด ดัดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด ให้ยืดคลาย
  2. การนวดแบบจับเส้น ลักษณะการนวดคือ การใช้น้ำหนักกดลงตลอดลำเส้นไปตามอวัยวะต่าง ๆ การนวดชนิดนี้ค้องอาศัยความเชื่ยวชาญของผู้นวด ซึ่งได้ทำการนวดมานานและสังเกตถึงปฏิกิริยาของแรงกดที่แล่นไปตามอวัยวะต่าง ๆ
  3. การนวดแบบกดจุด ลักษณะการนวดคือ การใช้น้ำหนักกดลงไปบนจุดของร่างกาย การนวดนี้เกิดจากประสบการณ์และความเชื่อว่าอวัยวะของร่างกายมีแนวสะท้อนอยู่บนส่วนต่าง ๆ และเราสามารถกระตุ้นการทำงานของอวัยวะนั้นโดยการกระตุ้นจุดสะท้อนที่อยู่บนส่วนต่าง ๆ บนร่างกาย
 เทคนิคการนวดแผนโบราณ
1. นวดด้วยนิ้วหัวแม่มือ วิธีกดนวดแบบนี้ใช้ผิวหน้าของนิ้วหัวแม่มือส่วนบน ไม่ใช่ปลายนิ้วหรือปลายเล็บจิกลงไป
2. นวดด้วยฝ่ามือ เหมาะสำหรับการนวดบริเวณที่มีพื้นที่กว้าง น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงไปที่ฝ่ามือจะช่วยทำให้การนวดด้วยวิธีนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถนวดได้ 3 ลักษณะกล่าวคือ
        2.1 นวดด้วยท่าประสานมือ
        2.2 นวดด้วยท่าผีเสื้อบิน
        2.3 นวดโดยวางมือห่างจากกันเล็กน้อย
3. นวดด้วยนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างพร้อมกัน วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นเส้นพลังต่าง ๆ โดยการเลื่อนนิ้วไปตามแนวเส้น เว้นช่องว่างระหว่างนิ้วทั้งสองข้างประมาณ 2-3 ซม.
4. กดนวดด้วยเท้า นิยมใช้วิธีการกดนวดบริเวณที่กว้างและมีส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างน่องขาหรือต้นขาที่ค่อนข้างแข็งแกร่งของผู้รับการนวด ในขณะที่การใช้ส้นเท้านวดจะเหมาะสำหรับการนวดในท่าที่ต้องการแรงกดมาก ๆ
5. กดนวดด้วยเข่า การกดนวดด้วยเข่ามักจะนิยมใช้ในท่าที่มือจำเป็นต้องไปจับอวัยวะส่วนอื่นอยู่ ซึ่งจะถ่ายเทน้ำหนักได้ดี นิยมใช้ในการนวดต้นขาส่วนล่างและสะโพก
6. ยืนกด การใช้ท่านี้จะต้องระวังการยืนให้ดี ควบคุมให้ได้ว่าจะทิ้งน้ำหนักตัวไปส่วนไหนจึงจะไม่เป็นอันตรายและเกิดประโยชน์กับผู้รับการนวดมากที่สุด มักนิยมยืนคร่อมต้นขาของผู้รับการนวด
7. กดนวดด้วยข้อศอก นิยมใช้ปลายข้อศอกแหลม ๆ กดลงไป มักกดบริเวณต้นขา สะโพกและไหล่ ที่มีกล้ามเนื้อค่อนข้างหนา มีไขมันสะสมมาก
8. กดนวดด้วยท่อนแขน ถ้าหากผู้รับการนวดรู้สึกเจ็บ ให้ใช้วิธีการนวดด้วยท่อนแขนแทน เพราะจะรู้สึกนุ่มนวลขึ้นมากเลยทีเดียว


♦เรียบเรียงบทความ "วิธีการนวดแผนโบราณ"โดยกองบรรณาธิการ
www.YesSpaThailand.com

5 อาหารประจำวัน บั่นทอนสุขภาพเกินคาด

5 อาหารประจำวัน บั่นทอนสุขภาพเกินคาด (Lisa)

          คุณอาจไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณกินแต่ของดีมีประโยชน์ บางทีสิ่งที่เรากินเข้าไปอาจเป็นยาพิษบ่อนทำลายทางอ้อมก็ได้ เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง

 1.มาร์การีน

          มาร์การีนส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยไขมันแปรรูปที่จะเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอล "เลว" (LDL) ในขณะที่ลดปริมาณคอเลสเตอรอล "ดี" (HDL) ทำให้หลอดเลือดอุดตัน และด้วยปริมาณแคลอรีสูงถึง 100 แคลอรีต่อช้อนชา จึงอาจทำให้ไขมันรอบเอวสะสมมากขึ้น จึงมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อเป็นทางเลือก คุณอาจจะเลือกใช้เนยแบบแคลอรีต่ำหรือแบบลดไขมัน
 2.น้ำอัดลม

          แคลอรีทั้งหมดในน้ำอัดลมมาจากน้ำตาล หรือน้ำเชื่อมข้าวโพดที่มีฟรักโทสสูง และแคลอรีเหล่านี้ นี่เองที่รับผิดชอบการแพร่ระบาดของ "โรคอ้วน" ในปัจจุบันการดื่มน้ำอัดลมยังสร้างความเสียหายให้ฟัน และทำให้เกิดการก่อตัวของหินปูน นอกจากนี้ ยังเคยมีการศึกษาว่าอาจจะทำให้กระดูกอ่อนแอลงเสียด้วยซ้ำ

 3.นม

          นมธรรมดาเต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันที่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลเลว กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และอาจจะเป็นปัจจัยทำให้เส้นเลือดอุดตัน หนำซ้ำมักจะมีแคลอรีมากกว่า นมไขมันต่ำด้วย ทางเลือกที่ดีคือ นมขาดมันเนย หรือนมไขมันต่ำ ซึ่งลดสารอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายลง แต่ก็ยังครบถ้วนไปด้วยโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี และโพแทสเซียม

 4.ขนมปังขาว

          ขนมปังขาวนั้นทำมาจากแป้งสาลี ซึ่งใยอาหารและแร่ธาตุจะถูกขัดออกจนหมด ในขณะที่ขนมปังโฮลวีต 100% นั้นดีต่อสุขภาพมากการกินธัญพืชอย่างน้อย 3 หน่วยบริโภคต่อวัน จะช่วยลดความดันโลหิต ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและเบาหวานประเภทสองได้ด้วย
 5.ฮอตดอก

          เกือบร้อยละ 80 ของแคลอรีทั้งหมดในฮอตดอกทั่วไปมาจากไขมันอิ่มตัว การกินเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำอาจทำให้มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ ดังนั้น คุณอาจกินเนื้อไก่ไม่ติดมันหรือไส้กรอกไก่แทน จะได้รับไขมันน้อยกว่าแต่มีโปรตีนมากกว่าเยอะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วิจัยพบ ผู้หญิงรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าผู้ชาย


วิจัยพบ ผู้หญิงรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าผู้ชาย (ไทยโพสต์)

          มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า ผู้หญิงทนความเจ็บปวดได้มากกว่าผู้ชาย แต่ผลวิจัยล่าสุดชี้ว่า ผู้หญิงมีความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าผู้ชาย เมื่อเผชิญกับอาการป่วยต่าง ๆ เช่น โรคไขข้ออักเสบ ระบบย่อยอาหาร

          โดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ศึกษาคนไข้ 11,000 ราย พบว่า ผู้หญิงให้ค่าคะแนนต่อความรู้สึกเจ็บปวดของตัวเองสูงกว่าผู้ชาย โดยนักวิจัยได้ใช้มาตรวัดความรู้สึกเจ็บปวดจาก 0-10 โดยค่าศูนย์หมายถึงไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแต่ ค่าสิบหมายถึงเจ็บปวดที่สุด

          ปรากฏว่า ผู้หญิงให้ค่าคะแนนสูงกว่าผู้ชาย 14 โรคในบรรดาโรค 47 ชนิด ขณะที่ผู้ชายไม่ได้ให้ค่าคะแนนความรู้สึกเจ็บปวดสูงกว่าผู้หญิงในกรณีโรคใด ๆ เลย ส่วนโรคที่เหลือนอกจากนั้นมีการให้ค่าคะแนนในระดับพอ ๆ กัน

          ทั้งนี้ ความเจ็บปวดจะต่างกันมากในกรณีโรคเกี่ยวกับการหมุนเวียนโลหิต ไขข้ออักเสบ ทางเดินหายใจ และการย่อยอาหาร นอกจากนี้ ความรู้สึกยังต่างกันในเรื่องเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อ ปัญหาโพรงจมูกขั้นรุนแรง คอ ข้อต่อ และความดันโลหิตสูง

          หัวหน้าทีมวิจัย ดร.อาตุล บัต แห่งภาควิชากุมารเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด บอกว่า การค้นพบความแตกต่างนี้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ ซึ่งไม่คาดคิดว่าผู้หญิงจะรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่า ผู้ชายมีแรงกดดันที่จะไม่แสดงความรู้สึก และไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองรู้สึกเจ็บปวด

          ด้าน ดร.แคโรล วอร์ฟีลด์ แห่งศูนย์การแพทย์บอสตันเบธ อิสราเอล ดีคอนเนส บอกว่า มีรายงานจำนวนมากระบุว่า ในสังคมของเรานี้ ผู้ชายมักมีความคิดในเชิงการยอมรับชะตากรรม ถือว่าความคิดเช่นนี้เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง

          "ดังนั้น ผู้ชายจึงมีแนวโน้มน้อยกว่าผู้หญิง ที่จะบอกว่าตัวเองรู้สึกเจ็บปวดแม้ว่าจะรู้สึกเช่นนั้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ชายกับผู้หญิงอาจรู้สึกเจ็บปวดในระดับเดียวกัน แต่ผู้หญิงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะยอมรับว่าตัวเองรู้สึกเจ็บปวด"


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ที่มา : http://health.kapook.com/view37201.html

ใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์ เสี่ยงขาใหญ่ จริงหรือ?

ใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์ เสี่ยงขาใหญ่?!?ไม่เท่ากับเสี่ยงภัย (ไทยโพสต์)

          สร้างกระแสตื่นตัวให้กับเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าที่รักการนุ่งสั้นได้ไม่มากก็น้อย สำหรับกระแสข่าวที่ว่า การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำทำให้ขาใหญ่ได้ เพราะช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศ โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังเจอความหนาวเย็น จะทำให้เกิดเซลลูไลต์ขึ้น ทำให้ขาใหญ่ ดังนั้น จึงมีคนแนะนำว่า ถ้าหากจำเป็นต้องใส่กระโปรงสั้นจริง ๆ ก็ควรใส่ถุงน่องเพื่อเพิ่มความอบอุ่น 

          ประเด็นดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบที่น่าสนใจ

          พลตำรวจตรี นายแพทย์อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวที่เม้าท์กันในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ หรือยังไม่มีเหตุผลประกอบว่า การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์สามารถทำให้ขาใหญ่ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การที่ขาใหญ่นั้นส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของพันธุกรรม หรือพฤติกรรมการรับประทานไขมันมากเกินไป จนเข้าไปสะสมที่บริเวณต้นขาจึงทำให้ขาใหญ่ และเป็นเรื่องของโครงสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย ที่ต้องวิเคราะห์หรือศึกษาก่อนว่าเกิดจากสาเหตุนี้หรือไม่

          อย่างไรก็ตาม คุณหมอเห็นว่าอุณหภูมิในห้องแอร์ที่ร่างกายมนุษย์รับได้นั้น ประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิดังกล่าวจะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติมากกว่า พูดง่าย ๆ ว่าการนั่งในห้องแอร์นั้นจะทำให้ผิวหนังหดตัวมากกว่าขยายตัว เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวก็จะทำให้ไม่สามารถสะสมไขมัน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ขาใหญ่ได้นั่นเอง

          "ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาในประชาชนที่อยู่ในประเทศที่มีภูมิอากาศหนาว หรือศึกษาในกลุ่มคนที่มีอายุ การทำงาน รวมถึงสรีระด้านร่างกายที่เท่ากัน จึงจะสามารถบอกได้ว่า การนุ่งกระโปรงสั้นในห้องแอร์นั้นทำให้ขาใหญ่ได้จริง"

          นายแพทย์อรรถพันธ์ กล่าวต่อว่า โดยมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า การนุ่งกระโปรงสั้นไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยมากกว่า เพราะอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดอันตรายต่อผู้สวมใส่ เช่น การถูกข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ หรือทำให้สิ่งสกปรกสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากกว่า ส่วนการสวมถุงน่องเพื่อช่วยเพิ่มความสวยงาม หรือความอบอุ่นให้ร่างกายนั้นก็สามารถทำได้ แต่การใส่ถุงน่องแล้วทำให้ขาเล็กลงนั้น ยังไม่มีเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนว่าเป็นจริงแต่อย่างใด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก